ก่อนจะกล่าวเรื่องเล่าต่อไปนี้ ก่อนอื่นต้องขอแสดงตัวก่อนว่า ข้าพเจ้าเป็นคนพุทธ ไม่ว่าจะด้วยลักษณะประชากรในทะเบียนบ้านก็ดี หรือความเป็นอุบาสกก็ดี ข้าพเจ้ามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่จะบอกกล่าวใครต่อใครในโลกที่ไร้คนรู้จักเช่นในบล็อกแห่งนี้ แม้ว่าในชีวิตความเป็นจริงของข้าพเจ้ามิเคยได้เทียวบอกใครว่า ข้าพเจ้าเป็นคนพุทธเลยแม้สักครั้ง 
 
และหากจะให้งวดเข้า ก็ต้องบอกว่าข้าพเจ้าคือพุทธเถรวาทโดยแท้ แม้ในอดีตข้าพเจ้าจะไร้ซึ่งความชัดเจนอันเนื่องมาจากความเดียงสา ไม่รู้นิกายใดเป็นอย่างไร มีทิฏฐิมีความเห็นผสมปนเปกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเถรวาทก็ดี มหายานก็ดี รวมไปถึงวัชรยานก็ดี ในตอนนั้นข้าพเจ้าเพียงได้แต่เห็นว่านั่นเป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น แต่เวลานั้นข้าพเจ้าก็มิได้รู้แน่ชัดถึงแนวทางของแต่ละนิกายเลย หากหลังจากกาลเวลาที่ผันผ่าน ประกอบกับองค์ปัจจัยแห่งการศึกษา บัดนี้ข้าพเจ้าจึงมีความกล้าที่จะประกาศได้ว่าข้าพเจ้าคือพุทธเถรวาทอีกคนหนึ่ง
 
หากเมื่อเราพิจารณาอย่างใคร่ครวญ ก็อาจหลีกไม่พ้นเลยว่าคำสอนแต่ละนิกายนั้นคือคำสอนของพระพุทธองค์ ทว่าความเป็นจริงนั้นนิกายของพุทธทั้งหลายก็มิอาจรวมกันได้เลย นั่นเพราะอะไร นั่นเพราะมติสงฆ์ของแต่ละินิกายมีความแตกต่างอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้ว อย่างเช่นเถรวาทนิกายที่ข้าพเจ้านับถือ มีมติว่าควรรักษาคำสอนและขนบดั้งเดิมทั้งหมดไว้ ขณะที่มหายานเห็นว่าข้อสิกขาบทเล็กน้อยก็ควรยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถถ่ายทอดพระธรรมแก่คนทั่วไปได้เข้าถึงลึกซึ้งมากขึ้น แน่นอนล่ะว่า ความเห็นทั้งสองนั้นย่อมไม่มีทางลงรอยกันได้เลย
 
แนวทางของมหายานนั้นข้าพเจ้าไม่สันทัดชัดเจน จึงมิอาจกล่าวถึงเบื้องลึกได้เลย แม้จะเข้าใจแนวทางของฝ่ายนั้นอยู่บ้างก็ตาม หากในฝ่ายเถรวาทแล้ว ข้าพเจ้าก็พอจะออกตัวได้อยู่สักหน่อย จึงขอสรุปความเข้าใจดังนี้
 
ในอดีตเถรวาทนิกายถูกค่อนขอดว่าเป็นหินยาน คือยานอันเล็กน้อย ยานที่เลวทราม เหตุเพราะมิได้มีความมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หมายเพียงปลีกตัวไปสู่ความวิเวกตามโคนไม้และรุกขมูลในป่า ในข้อนี้ข้าพเจ้ามิอาจเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดเถรวาทจึงถูกโจมตีได้ถึงเพียงนี้ แต่นั่นคือความไม่เข้าใจในอดีต หากเมื่อไม่นานมานี้เอง ข้าพเจ้าก็เพิ่งกระจ่างแจ้งถึงมูลเหตุ
 
ก็อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวตั้งแต่ต้นแล้วว่า พอเวลาผันผ่าน ความเข้าใจในบางประการก็ปรากฏขึ้น หลังจากศึกษาพระธรรมคำสอน แม้ยังก้าวหน้าไปได้เพียงเล็กน้อย หากข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นด้วยกับเนื้อความในคัมภีร์ นั่นคือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แม้เราจะช่วยเหลือผู้อื่นมากมายเพียงใด ก็ใช่ว่าจะทำให้เขาหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้ตลอดกาล ถึงเขาจะพ้นจากทุกข์ในปัจจุบัน หากทุกข์ในอนาคตกาลย่อมต้องเกิดขึ้นแก่เขา และใช่ว่าเราจะตามช่วยให้ได้ทุกครั้งไป และนั่นย่อมทำให้ประโยชน์ของเราที่ควรกระทำต้องเสียไป ประโยชน์เราที่ว่านี้หาใช่เรื่องของความสุขส่วนตัวแต่อย่างใด หากแต่หมายถึงเวลาที่จะใช้ความเพียรในการบรรเทากิเลส ละกิเลส และกำจัดกิเลสทั้งปวงนั่นเอง
 
คนเราเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายไป ตายไปก็ต้องเกิดใหม่ ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ สัตว์ทั้งหลายย่อมวนเวียนอยู่ในกามภพ รูปภพและอรูปภพ ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เช่นนี้เรื่อยไป หนทางที่จะตัดสิ้นซึ่งความวนเวียนอันน่าเบื่อหน่าย ย่อมต้องใช้เวลาบำเพ็ญเพียรอันยิ่งยวด เพื่อไปให้ถึงจุดหมายนั้นได้ โดยการนี้ เราต้องสละละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงตัณหาเท่านั้น แม้ฉันทะที่มุ่งการใหญ่ในโลกก็ต้องละทิ้งมันไปเช่นกัน 
 
ก็เมื่อพิจารณาดังนี้แล้ว ใครๆ ก็อาจเห็นว่าคนผู้นั้นเห็นแก่ตัว ไม่สนใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น แต่กระนั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ก็ในเมื่อข้าพเจ้าเปรียบเหมือนคนที่ยังว่ายน้ำไม่แข็ง แล้วใยจะช่วยผู้อื่นให้ขึ้นจากฝั่งได้เล่า มีแต่ต้องตายตกตามกันไปเท่านั้นเอง นอกจากนี้ พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์นั้นมิได้มีเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งที่ยังไม่แตกฉาน เที่ยวสั่งสอนใครได้เลย เพราะความลึกซึ้งนั้นมีมาก ความเข้าใจอันปลอดไปจากกาม เป็นความยากของผู้ยังไม่หลุดพ้น ประสาอะไรที่บุคคลผู้ยังไม่เห็นโทษของกามจะพึงรู้พึงเข้าใจได้ 
 
พระธรรมมิใช่สิ่งที่ควรจะยัดเยียดให้กับผู้ไม่สนใจ พระธรรมย่อมเป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว เมื่อชี้ทางให้แล้ว แนะนำแล้ว หากใครสนใจ ก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่เขาในกาลต่อไปเอง
 
เพราะเป็นเส้นทางตรง เป็นเส้นทางที่มองเห็นทางข้างหน้า ข้าพเจ้าจึงชอบใจในแนวทางของเถรวาทเป็นอย่างยิ่ง 

edit @ 15 Aug 2011 13:48:01 by ฤๅษีเมืองแม่ริม

edit @ 15 Aug 2011 13:49:11 by ฤๅษีเมืองแม่ริม

edit @ 15 Aug 2011 13:52:09 by ฤๅษีเมืองแม่ริม

ในวันที่ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจและเห็นว่าชีวิตมนุษย์ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ คือเกิดมาแล้วก็ตายไป เมื่อตายแล้วก็เกิดใหม่ วนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไปไม่รู้จักจบจักสิ้น วนเวียนเป็นวัฎอยู่อย่างนั้น และก็ไร้สาระอยู่อย่างนั้นเอง
 
ดังนั้นการที่คนเราจะมีชีวิตเพื่อหลีกหนีความไร้สาระและประคับประคองร่างกายสังขารให้อยู่รอดได้ ต้องทำการกำหนดเป้าหมายขึ้นเสียก่อน เพื่อมิให้ชีวิตล่องลอยจนเกินไปนัก เช่นเดียวกับสิ่งของที่เราต้องกำหนดชื่อให้กับมัน สร้างกรอบและความมุ่งหมายให้กับมัน เพื่อสร้างแก่นสารอย่างสมมติให้มีความเข้าใจอย่างมั่นคง เพื่อต่อเติมชีิวิตและยังอัตภาพให้เป็นไปนั่นเอง
 
หากเมื่อใดที่ความหมายของการมีชีวิตหมดลง เมื่อนั้นมนุษย์เป็นอันมากจะเริ่มรู้สึกตัวว่า ชีวิตนี้เป็นของยาก เป็นของลำบากที่ต้องเข็นภาระแห่งร่างกายจนน่าเบื่อหน่าย ต้องกินต้องอยู่ แล้วก็ขับถ่ายออกมา ต้องนอนหลับพักผ่อน ปวดเมื่อยก็ต้องนวดเฟ้น เมื่อหงอยเหงาก็ต้องหาความสุขมาทำให้บันเทิงใจ เหล่านี้มิใช่ความไร้สาระอันใหญ่หลวงหรอกหรือ หากว่ามนุษย์เกิดมาแล้วใช้ชีวิตอยู่เพียงเท่านี้ โดยไม่มีเป้าหมายอันใดสูงยิ่งไปกว่าความเป็นอยู่อย่างสัตว์
 
ด้วยเหตุนี้เอง การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ายินดียิ่ง แม้มิได้พบเห็นด้วยตนเอง หากแต่พระพุทธองค์ยังสร้างองค์กรเพื่อสืบทอดคำสอนให้ตกมายังอนุชนรุ่นหลังให้รับรู้ถึงการดับความไร้สาระทั้งมวลให้สิ้นสุดลง ปลดปล่อยอวิชชาและความยึดถือที่เราเคยคิดว่ามีคิดว่าเป็น สละความเห็นว่านั่นเรานั่นของเราทิ้งไป บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นแล้วว่าทางเลือกของปุถุชนเฉกเช่นนี้มีเหลืออยู่เพียงสองทาง นั่นคือเดินไปตามฉันทะที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันมาแสนนานในเส้นทางแห่งนักเขียน จนกว่าความอยากนั้นจะมอดไหม้หมดไปไม่มีเหลือ และเมื่อหากวันใดที่เวลานั้นมาถึง ข้าพเจ้าคงได้แต่เดินไปบนเส้นทางแห่งการฝึกตนให้หมดสิ้นซึ่งภพและชาติ อันเป็นจุดสิ้นสุดแห่งความไร้สาระทั้งมวลของชีิวิตนั่นเอง
 
ทั้งหมดก็เอวังด้วยประการละฉะนี้
 
---------------------------------------------------
หมายเหตุ : แต่ก่อนข้าพเจ้าเห็นว่าสำนวนที่ใช้อยู่นี้ค่อนข้างเก่าเกินไป ล้าสมัยไปแล้ว จึงไม่เคยใช้สำนวนนี้เขียนบทความเผยแพร่มาก่อน แต่พอลองพิจารณาดีๆ แล้ว ข้าพเจ้ากลับชมชอบสำนวนนี้เป็นอย่างยิ่ง มากถึงขนาดไม่เคยละมันไปได้เลย แม้จะผ่านมานานนับสิบปีแล้วก็ตาม

edit @ 12 Aug 2011 12:40:21 by ฤๅษีเมืองแม่ริม

edit @ 12 Aug 2011 12:42:22 by ฤๅษีเมืองแม่ริม

ย้อนกลับไปดูเอนทรี่ล่าสุด โอ้ เดือนกุมภา นานถึงห้าเดือนจนเกือบหกเดือนที่ปล่อยให้บล็อกร้าง แถมยังสัญยิงสัญญาว่าจะเขียนเรื่องสั้นเดือนละตอน แหม ไหงผมปล่อยให้บล็อกร้างเยี่ยงนี้ได้หนอ ก็ไม่มีอะไรมากครับ อาการเดิมๆ ที่ใครๆ หลายคนเป็น สมองตันนั่นเอง

 

ไหนๆ ก็มีโอกาสเขียนสักที ผมก็ไม่ปล่อยให้ห้าหกเดือนที่ผ่านมาเสียเปล่า ก็ขอเอาประสบการณ์ของตัวเองมาสรุปเป็นบทความวิชาเกินเรื่องสมองตันกันสักหน่อยเป็นไร (อันที่จริงไม่ได้กะจะเขียนเรื่องนี้หรอก พอมือถึงแป้นก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้เท่านั้นเอง)

 

--------------------------------------------------------------------

 

อาการสมองตัน : อาการระยะแรก ผู้ป่วยมักมีเรื่องราวอยู่เต็มหัวสมองจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ต้องหาที่ระบาย ครั้นเมื่อเริ่มลงมือระบายเป็นที่สมใจแล้ว ก็พบว่าหาทางไปต่อไม่ได้ ยกตัวอย่างอาการเช่น อยากเขียนนิยายแอคชั่นขึ้นมาสักเรื่อง ก็เลยเขียนเปิดตัวพระนางให้สมใจอยาก ปราบลูกกระจ๊อกโชว์พาวสนุกๆ  พอถึงกลางเรื่องก็เริ่มมีตัวร้ายที่เก่งกว่า เท่กว่า เข้าฉาก ไปๆ มาๆ คนเขียนก็ดันเขียนซะดราม่า สงสารตัวร้ายขึ้นมา ไม่อยากให้มันตาย เสียดายที่มันเท่จับใจเหลือเกิน สักพักก็เกิดความคิดแว้บขึ้นมาว่า กูทำเอ้อะไรอยู่เนี่ย?

 

ซึ่งตรงนี้ผู้ป่วยจะเริ่มเข้าสู่ระยะที่สอง นั่นคือการออกทะเลหาฉากจบไม่เจอ จากตอนแรกกะเขียนสนุกๆ ไปๆ มาๆ ดันเป็นเรื่องเป็นราวซับซ้อนซ่อนเงื่อน ด้วยความเสียดายตัวละคร ก็เลยดึงมุขจากตรงนั้นตรงนี้มาปะ สุดท้ายคนเขียนเริ่มสับสนว่าสรุปแล้ว เรื่องที่ตัวเองเขียนเป็นแนวอะไรหว่า จะแอคชั่น แฟนตาซี หรือนิยายรักหวานแหววกันแน่ มีหลายฉากหลายแนวเหลือเกิน

 

และแล้วก็เข้าระยะสุดท้าย นั่นคือเลิกเขียน โดยระยะสุดท้ายนี้มักจะมีอาการแทรกซ้อนเสมอ เช่น หันไปเขียนเรื่องใหม่ หรือไม่ก็สติหลุดลอยออกไปทำอะไรใหม่ๆ ที่สนใจในตอนนั้นแทน พออาการหายกำเริบ ผู้ป่วยก็จะมีอาการระยะแรกอีกครั้ง

 

กระบวนการและสาเหตุของอาการสมองตัน : ผู้ป่วยอาการสมองตันโดยมากมักเกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์ (ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะงานเขียนมือสมัครเล่น) สาเหตุสำคัญของอาการสมองตัน นั่นคือไวรัสที่เรียกว่า "ความสร้างสรรค์"

 

ความสร้างสรรค์ เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่แทรกตัวอยู่ตามงานเขียนที่โดดเด่น มีพลัง ทำให้ผู้ป่วยโหยหาและเสพติด จนก่อให้เกิดอาการ "แรงบันดาลใจ" ซึ่งหลังจากผู้ป่วยติดไวรัสความสร้างสรรค์จนเกิดแรงบันดาลใจมากๆ จะเริ่มเกิดความกระหายอย่างรุนแรงจนอาการป่วยระยะแรกปรากฎขึ้น

 

วิธีรักษา : อยู่ในระหว่างวิจัย

 

-----------------------------------------------------------------------------

ขออภัยที่งานเขียนชิ้นนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญขณะแตะแป้นพิมพ์ จึงดูไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ เอาไว้รวบรวมข้อมูลเป็นเรื่องเป็นราวได้ จะแก้ไขใหม่อีกที

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ตอนนี้อยากกล่าวถึงนั่นคือประสบการณ์จากตัวผมเอง หลังจากที่ปล่อยให้บล็อกร้างมานาน พอมาเขียนอีกทีก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อแก้ตัวจากคำพูดของตัวเองที่เคยพูดไว้ ไม่งั้นก็ยากที่จะหน้าด้านเขียนต่อไปได้อีกในบล็อกแห่งนี้

 

เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองอยู่เสมอๆ ว่า ถ้าหากอยากจะเป็นนักเขียนแล้วล่ะก็ จงเขียนและจงรักงานของตัวเอง แต่ทว่าที่ผ่านมาผมกลับไม่เคยทำได้เสียที นั่นเป็นเพราะว่าผมคาดหวังสิ่งที่นอกเหนือไปจากงาน นั่นคือ การได้รับการยอมรับ

 

สิ่งนี้เป็นหนามยอกอกที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับผมมาก เพราะความหลงและไม่รู้ จึงทำให้ความอยากนี้มีอิทธิพลเหนือกว่างาน นี่คือข้อผิดพลาดที่รุนแรงที่ผมเผลอไป

 

หลังจากกลับมาครั้งนี้ผมรักษาอาการนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่อาการสมองตันยังคงมีอยู่บ้าง แต่เบาบางลงไปเยอะ ตอนนี้พอมองเห็นหนทางเขียนของตัวเองขึ้นมาบ้าง อย่างในครั้งนี้รู้สึกเขียนได้ไหลลื่นกว่าที่เคย อันที่จริง ผมตั้งสมมติฐานไว้อย่างหนึ่งในการรักษาอาการสมองตัน นั่นคือการปล่อยวางความคาดหวังทิ้งไว้ แล้วก็ลงมือทำมันซะ เพราะเมื่อเราปล่อยวางแล้ว เราก็จะทำงานได้อย่างปลอดโปร่งและเป็นอิสระมากขึ้นนั่นเอง