ความเป็นเถรวาทในตัวข้าพเจ้า
posted on 14 Aug 2011 15:57 by nogreyzoneedit @ 15 Aug 2011 13:48:01 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 15 Aug 2011 13:49:11 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 15 Aug 2011 13:52:09 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 15 Aug 2011 13:48:01 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 15 Aug 2011 13:49:11 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 15 Aug 2011 13:52:09 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 12 Aug 2011 12:40:21 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
edit @ 12 Aug 2011 12:42:22 by ฤๅษีเมืองแม่ริม
ย้อนกลับไปดูเอนทรี่ล่าสุด โอ้ เดือนกุมภา นานถึงห้าเดือนจนเกือบหกเดือนที่ปล่อยให้บล็อกร้าง แถมยังสัญยิงสัญญาว่าจะเขียนเรื่องสั้นเดือนละตอน แหม ไหงผมปล่อยให้บล็อกร้างเยี่ยงนี้ได้หนอ ก็ไม่มีอะไรมากครับ อาการเดิมๆ ที่ใครๆ หลายคนเป็น สมองตันนั่นเอง
ไหนๆ ก็มีโอกาสเขียนสักที ผมก็ไม่ปล่อยให้ห้าหกเดือนที่ผ่านมาเสียเปล่า ก็ขอเอาประสบการณ์ของตัวเองมาสรุปเป็นบทความวิชาเกินเรื่องสมองตันกันสักหน่อยเป็นไร (อันที่จริงไม่ได้กะจะเขียนเรื่องนี้หรอก พอมือถึงแป้นก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้เท่านั้นเอง)
--------------------------------------------------------------------
อาการสมองตัน : อาการระยะแรก ผู้ป่วยมักมีเรื่องราวอยู่เต็มหัวสมองจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ต้องหาที่ระบาย ครั้นเมื่อเริ่มลงมือระบายเป็นที่สมใจแล้ว ก็พบว่าหาทางไปต่อไม่ได้ ยกตัวอย่างอาการเช่น อยากเขียนนิยายแอคชั่นขึ้นมาสักเรื่อง ก็เลยเขียนเปิดตัวพระนางให้สมใจอยาก ปราบลูกกระจ๊อกโชว์พาวสนุกๆ พอถึงกลางเรื่องก็เริ่มมีตัวร้ายที่เก่งกว่า เท่กว่า เข้าฉาก ไปๆ มาๆ คนเขียนก็ดันเขียนซะดราม่า สงสารตัวร้ายขึ้นมา ไม่อยากให้มันตาย เสียดายที่มันเท่จับใจเหลือเกิน สักพักก็เกิดความคิดแว้บขึ้นมาว่า กูทำเอ้อะไรอยู่เนี่ย?
ซึ่งตรงนี้ผู้ป่วยจะเริ่มเข้าสู่ระยะที่สอง นั่นคือการออกทะเลหาฉากจบไม่เจอ จากตอนแรกกะเขียนสนุกๆ ไปๆ มาๆ ดันเป็นเรื่องเป็นราวซับซ้อนซ่อนเงื่อน ด้วยความเสียดายตัวละคร ก็เลยดึงมุขจากตรงนั้นตรงนี้มาปะ สุดท้ายคนเขียนเริ่มสับสนว่าสรุปแล้ว เรื่องที่ตัวเองเขียนเป็นแนวอะไรหว่า จะแอคชั่น แฟนตาซี หรือนิยายรักหวานแหววกันแน่ มีหลายฉากหลายแนวเหลือเกิน
และแล้วก็เข้าระยะสุดท้าย นั่นคือเลิกเขียน โดยระยะสุดท้ายนี้มักจะมีอาการแทรกซ้อนเสมอ เช่น หันไปเขียนเรื่องใหม่ หรือไม่ก็สติหลุดลอยออกไปทำอะไรใหม่ๆ ที่สนใจในตอนนั้นแทน พออาการหายกำเริบ ผู้ป่วยก็จะมีอาการระยะแรกอีกครั้ง
กระบวนการและสาเหตุของอาการสมองตัน : ผู้ป่วยอาการสมองตันโดยมากมักเกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์ (ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะงานเขียนมือสมัครเล่น) สาเหตุสำคัญของอาการสมองตัน นั่นคือไวรัสที่เรียกว่า "ความสร้างสรรค์"
ความสร้างสรรค์ เป็นไวรัสชนิดหนึ่งที่แทรกตัวอยู่ตามงานเขียนที่โดดเด่น มีพลัง ทำให้ผู้ป่วยโหยหาและเสพติด จนก่อให้เกิดอาการ "แรงบันดาลใจ" ซึ่งหลังจากผู้ป่วยติดไวรัสความสร้างสรรค์จนเกิดแรงบันดาลใจมากๆ จะเริ่มเกิดความกระหายอย่างรุนแรงจนอาการป่วยระยะแรกปรากฎขึ้น
วิธีรักษา : อยู่ในระหว่างวิจัย
-----------------------------------------------------------------------------
ขออภัยที่งานเขียนชิ้นนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญขณะแตะแป้นพิมพ์ จึงดูไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ เอาไว้รวบรวมข้อมูลเป็นเรื่องเป็นราวได้ จะแก้ไขใหม่อีกที
แต่สิ่งหนึ่งที่ตอนนี้อยากกล่าวถึงนั่นคือประสบการณ์จากตัวผมเอง หลังจากที่ปล่อยให้บล็อกร้างมานาน พอมาเขียนอีกทีก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อแก้ตัวจากคำพูดของตัวเองที่เคยพูดไว้ ไม่งั้นก็ยากที่จะหน้าด้านเขียนต่อไปได้อีกในบล็อกแห่งนี้
เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ผมพยายามบอกตัวเองอยู่เสมอๆ ว่า ถ้าหากอยากจะเป็นนักเขียนแล้วล่ะก็ จงเขียนและจงรักงานของตัวเอง แต่ทว่าที่ผ่านมาผมกลับไม่เคยทำได้เสียที นั่นเป็นเพราะว่าผมคาดหวังสิ่งที่นอกเหนือไปจากงาน นั่นคือ การได้รับการยอมรับ
สิ่งนี้เป็นหนามยอกอกที่ค่อนข้างรุนแรงสำหรับผมมาก เพราะความหลงและไม่รู้ จึงทำให้ความอยากนี้มีอิทธิพลเหนือกว่างาน นี่คือข้อผิดพลาดที่รุนแรงที่ผมเผลอไป
หลังจากกลับมาครั้งนี้ผมรักษาอาการนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่อาการสมองตันยังคงมีอยู่บ้าง แต่เบาบางลงไปเยอะ ตอนนี้พอมองเห็นหนทางเขียนของตัวเองขึ้นมาบ้าง อย่างในครั้งนี้รู้สึกเขียนได้ไหลลื่นกว่าที่เคย อันที่จริง ผมตั้งสมมติฐานไว้อย่างหนึ่งในการรักษาอาการสมองตัน นั่นคือการปล่อยวางความคาดหวังทิ้งไว้ แล้วก็ลงมือทำมันซะ เพราะเมื่อเราปล่อยวางแล้ว เราก็จะทำงานได้อย่างปลอดโปร่งและเป็นอิสระมากขึ้นนั่นเอง